วัดเจติยภูมิ

วัดเจติยภูมิเป็นที่ประดิษฐานของ “พระธาตุขามแก่น” ปูชนียสถานคู่บ้านคู่เมืองขอนแก่น เป็นที่เคารพบูชาของชาวจังหวัดขอนแก่นและจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมถึงประเทศเพื่อนบ้าน พระธาตุขามแก่น มีประวัติความเป็นมาเป็นเรื่องเล่าสืบขานกันมาช้านานว่า ภายหลังจากที่องค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพาน ที่กรุงกุสินาราแล้ว พระมหาปัสสปเถระเจ้า พร้อมด้วยราชบริพารได้มานมัสการถวายพระเพลิง และประกาศให้กษัตริย์ในชนบทต่างๆ มารับแจกพระสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า กษัตริย์นครต่างๆ เมื่อได้รับแจกแล้วก็นำไปประดิษฐานไว้ในเมืองของตน กษัตริย์โฆริยะ เจ้าผู้ครองเมืองโฆรีย์ (กัมพูชาในปัจจุบัน) ที่อยู่ในปัจจันตประเทศ อยู่ห่างไกลกรุงกุสินารา มารับแจกพระสารีริกธาตุไม่ทัน จึงได้แต่พระอังคาร (เถ้าถ่านที่เผาศพ) กษัตริย์โฆริยะจึงนำพระอังคารบรรจุไว้ในกระอูบทอง และนำกลับนครโฆรีย์ไปสักการะบูชา ครั้นกาลเวลาล่วงเลยไป 3 ปี พระมหากัสสปเถระเจ้าประสงค์ที่จะนำเอาพระอุรังคะธาตุ (กระดูกส่วนอก) ของพระพุทธเจ้าไปประดิษฐานไว้ในภูกำพร้า (คือ พระธาตุพนมปัจจุบัน) จึงได้จัดการก่อสร้างพระธาตุพนมขึ้น เมื่อกษัตริย์แห่งโมริยวงศ์ได้ทรงทราบข่าวการสร้างเจดีย์ที่เมืองนครพนม เพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ แห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยให้ชื่อเจดีย์องค์นั้นว่า “พระธาตุพนม” กษัตริย์แห่งเมืองโมริยวงศ์ มีศรัทธาใคร่จำนำอังคารธาตุไปร่วมประดิษฐานร่วมกับพระบรมสารีริกธาตุ จึงอัญเชิญพระอังคารธาตุออกเดินทางไปยังเมืองนครพนม พร้อมด้วยพระอรหันต์ 9 องค์ ในระหว่างการเดินทางได้พากันพักแรมค้างคืน ณ สถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งมีตอมะขามใหญ่ตายซากตอหนึ่งผุเหลือแต่แก่น และได้อัญเชิญ พระอังคารธาตุวางไว้บนตอมะขามผุนั้น เมื่อเช้ารุ่งขึ้นจึงออกเดินทางต่อไปยังเมืองนครพนม ครั้นเมื่อลุถึงเมืองนครพนมกลับปรากฎว่าพระธาตุพนมได้สร้างเสร็จสมบูรณ์ และได้บรรจุพระบรมสารีกธาตุไว้ในองค์พระธาตุเรียบร้อยแล้ว จะนำสิ่งใดเข้าไปบรรจุภายในมิได้อีกแล้ว […]

วัดป่าแสงอรุณ

วัดป่าแสงอรุณ สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2473 โดยพระอาจารย์เทสก์ เทศรังสี (หลวงปู่เทสก์) วัดหินหมากเป้ง จังหวัดหนองคาย และพระอาจารย์ปิ่น ปัญญาพโล เริ่มแรกยังมิได้มีการตั้งชื่อวัด ในระยะแรกจึงเรียก “วัดป่าพระคือ” เนื่องจากชาวบ้านพระคือให้ความอุปถัมภ์วัดมาก่อน ต่อมาหมู่บ้านเลิงเปือยให้การอุปถัมภ์บำรุงวัด และมีการตั้งชื่อวัดใหม่ว่า “วัดป่าแสงอรุณ” ต่อมา เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2528 ทางวัดได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เขตวิสุงคามสีมา กว้าง 40 เมตร ยาว 80 เมตร วัดป่าแสงอรุณ เป็นวัดราษฎร์ สังกัดคณะสงฆ์ธรรมยุต ตั้งอยู่ที่บ้านเลิงเปือย ตำบลพระลับ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น อยู่ห่างจากตัวเมืองขอนแก่นไป 3 กิโลเมตร ตามเส้นทางขอนแก่น-กาฬสินธุ์ วัดมีเนื้อที่ 39 ไร่ ปูชนียสถาน/ปูชนียวัตถุ อุโบสถ (สิมอีสานประยุกต์) เป็นสถาปัตยกรรมแบบอีสานตอนบนผสมผสานกับสถาปัตยกรรมส่วนกลาง เพื่อให้สวยโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว กว้าง 15 เมตร ยาว 34 […]

วัดโพธิ์ชัยเสมาราม

วัดโพธิ์ชัยเสมาราม เป็นวัดโบราณ เชื่อกันว่าเป็นวัดประจำเมืองฟ้าแดดสงยาง (เมืองโบราณ สมัยขอม ปัจจุบันเหลือแต่ซากอิฐปูนดิน) มีการค้นพบใบเสมาในเมืองฟ้าแดด และนำไปเก็บในสถานที่หลายแห่ง โดยบางส่วนเก็บไว้ที่วัดโพธิ์ชัยเสมาราม บางส่วนอยู่ในตำแหน่งดั้งเดิมที่พบ และบางส่วนก็นำไปเก็บรักษาและจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติขอนแก่น วัดโพธิ์ชัยเสมาราม หรือวัดบ้านก้อม ตั้งอยู่บ้านเสมาตรงข้ามกับทางเข้าเมืองฟ้าแดดสงยาง ตำบลหนองแปน อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ อยู่ห่างจากตัวอำเภอกมลาไสยไปทางตะวันตกประมาณ 7 กิโลเมตร วัดโพธิ์ชัยเสมาราม เป็นวัดเก่าที่ชาวบ้านได้นำใบเสมาหินที่ขุดพบมารวบรวมไว้จำนวนมาก มีใบเสมาหินขนาดใหญ่ที่อาจถือเป็นเอกลักษณ์ของอีสาน เนื่องจากแทบจะไม่พบในภาคอื่นเลย ใบเสมาที่พบในเมืองฟ้าแดดสงยางมีความโดดเด่น คือ นิยมแกะสลักภาพเล่าเรื่องราวพุทธประวัติและชาดก มีใบเสมาจำลองหลักที่งดงามและสมบูรณ์ที่สุด สลักภาพพุทธประวัติตอนพระพุทธเจ้าเสด็จกลับจากกรุงกบิลพัสดุ์พร้อมด้วยพระเจ้าสุทโธทนะ พระราหุล และนางยโสธราพิมพา เข้าเฝ้าแสดงสักการะอย่างสูงสุดด้วยการสยายพระเกศาเช็ดพระบาทองค์พระพุทธเจ้า เรียกเสมาหินภาพ “พิมพาพิลาป” ซึ่งใบเสมาหลักนี้ของจริงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติขอนแก่น สิ่งที่น่าสนใจภายในวัด ได้แก่ ใบเสมาหินสมัยทวาราวดี ที่ปักอยู่เป็นแนวกำแพงและที่เก็บรวบรวมไว้ในวัดเป็นบางส่วน ที่ใบเสมาจำหลักเป็นภาพต่างๆ ส่วนมากสลักเป็นภาพเกี่ยวกับพุทธศาสนา เด็ก, ผู้ใหญ่, ครอบครัว, คนชรา, เที่ยวเป็นกลุ่ม ไหว้พระ ทำบุญ และชมความงดงามของใบเสมาโบราณ เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 8.30 – 16.30 น. […]

พระธาตุยาคู

พระธาตุยาคู เดิมเรียกว่า “พระธาตุใหญ่” เป็นพระสถูปสมัยทวารดี ราวพุทธศตวรรษที่ 13-15 เจดีย์ได้เก่าทรุดโทรมปรักหักพังไปตามกาลเวลาเพราะขาดการทะนุบำรุง ต่อมาในสมัยกรุงศรีอยุธยาได้สร้างเจดีย์ทรงแปดเหลี่ยม ก่ออิฐถือปูนซ้อนทับฐานเดิม และในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ได้มีการสร้างต่อเติมส่วนยอดให้สูงขึ้นอีก จนกระทั่งถึง พ.ศ. 2510-2522 กรมศิลปากรได้ทำการขุดแต่งและบูรณะเจดีย์องค์นี้ รวมทั้งได้จดทะเบียนเป็นโบราณสถาน พระธาตุยาคู ตั้งอยู่ที่กลางทุ่งนา ทางทิศเหนือของบ้านเสนา อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ ห่างจากกาฬสินธุ์ประมาณ 19 กิโลเมตร เป็นเจดีย์ขนาดใหญ่ที่สุดในเมืองฟ้าแดดสงยาง (เมืองโบราณ สมัยขอม ปัจจุบันเหลือแต่ซากอิฐปูนดิน) ซึ่งชาวบ้านเชื่อกันว่าเป็นพระธาตุที่บรรจุอัฐิของพระเถระผู้ใหญ่ที่ชาวเมืองเคารพนับถือ จึงเรียกกันว่า พระธาตุยาคู (“ญาคู” ภาษาอีสาน หมายถึง พระสงฆ์ ผู้ใหญ่ในวัด) และเนื่องด้วยเป็นสถานที่แห่งเดียวในเมืองฟ้าแดดที่ไม่ถูกทำลายโดยเมืองเชียงโสมซึ่งเป็นฝ่ายชนะสงคราม จึงนับเป็นโบรารณสถานที่ยังคงสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ มีหลักฐานว่าแต่ละส่วนของพระธาตุถูกสร้างขึ้นใน 3 สมัย โดยส่วนฐานรูปสี่เหลี่ยมย่อมุมสร้างในสมัยทวารวดี ถัดขึ้นมาเป็นส่วนฐานทรงแปดเหลี่ยมสร้างในสมัยอยุธยา ส่วนองค์ระฆังและส่วนยอดสร้างต่อเติมในสมัยรัตนโกสินทร์ รอบๆ องค์พระธาตุพบใบเสมาแกะสลักภาพนูนต่ำเรื่องพุทธประวัติ ในเดือนพฤษภาคมของทุกปี ชาวบ้านจะจัดให้มีงานประเพณีบุญบั้งไฟเพื่อเป็นการขอฝนและนำความร่มเย็นมาสู่หมู่บ้าน เป็นพระธาตุเจดีย์ขนาดใหญ่ที่สุดในบริเวณเมืองฟ้าแดดสงยาง ก่อด้วยอิฐดิน ฐานเป็นรูป 8 เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง ขนาดกว้าง 10 เมตร […]